Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
อาสาฬหบูชารำลึก

หลังวันวิสาขบูชา 2 เดือน คือในวันเพ็ญ 15 ค่ำ เดือน 8 จะเป็นวันอาสาฬหบูชา ซึ่งถือเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งในพระพุทธศาสนา และจะเวียนมาถึงอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 27 กรกฎาคม ศกนี้

ถือกันว่าวันอาสาฬหบูชาเป็นวันของพระธรรม เพราะเป็นวันที่พระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงธัมมจักรกัปปวัตนสูตร นับเป็นปฐมเทศนาและนับเป็นการประกาศพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก ในขณะที่วันวิสาขบูชาถือกันว่าเป็นวันของพระพุทธเจ้า เพราะเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า และวันมาฆบูชาถือกันว่าเป็นวันของพระสงฆ์ เพราะเป็นวันที่พระอรหันตสาวกมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย และมีการวางหลักการประกาศพระพุทธศาสนาหรือที่เรียกว่าโอวาทปาฏิโมกข์
ความจริงวันอาสาฬหบูชามีฐานะมากกว่าที่จะเป็นวันพระธรรม คืออาจถือได้ว่าเป็นวันของพระรัตนตรัยด้วย เพราะเป็นวันที่พระรัตนตรัยครบองค์สามในวันนั้น

หลังจากตรัสรู้แล้ว ความเป็นพระพุทธเจ้าของพระสมณโคดมได้อุบัติขึ้นในโลก ครั้นเมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงปฐมเทศนาประกาศพระธรรมเป็นครั้งแรกแล้ว พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม และขออุปสมบทเป็นพระภิกษุองค์แรกในพระพุทธศาสนา ดังนั้นพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์จึงอุบัติขึ้นครบทั้งสามเป็นพระรัตนตรัยในวันอาสาฬหบูชานั้น

เหตุนี้วันอาสาฬหบูชาจึงก้าวพ้นจากความเป็นวันของพระธรรมไปเป็นวันของพระรัตนตรัยพร้อมกันไปด้วย เป็นแต่ว่าชนชั้นปกครองไทยขาดความเข้าใจในพระพุทธศาสนา ดังนั้นในขณะที่ประเทศต่าง ๆ ที่นับถือพระพุทธศาสนาได้ยกย่องวัน     อาสาฬหบูชาให้เป็นวันสำคัญมานานนักหนาแล้ว  ชนชั้นปกครองไทยจึงเพิ่งตื่นตัวและยอมรับเอาวันเพ็ญ 15 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปีให้เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกวันหนึ่ง ซึ่งนับถึงเวลานี้ก็เป็นเวลาชั่ว 30 ปีเท่านั้น

ก่อนหน้านั้นชนชั้นปกครองไทยได้กำหนดเอาวันเข้าพรรษาเป็นวันสำคัญที่มีฐานะอย่างเดียวกันกับวันวิสาขบูชา และวันมาฆบูชา ทั้ง ๆ ที่วันเข้าพรรษาหาได้มีความสำคัญถึงระดับนั้นไม่ เพราะวันเข้าพรรษาได้ถูกกำหนดขึ้นโดยพระวินัย หลังจากพระรัตนตรัยครบองค์สามแล้วหลายปี

เหตุผลที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระวินัยให้ภิกษุต้องจำพรรษาในฤดูฝนก็เพราะว่าหลังจากพระพุทธศาสนาเจริญไพบูลย์ขึ้นในอินเดียในช่วงพุทธกาลแล้ว มีกุลบุตรจากวรรณะต่าง ๆ เข้ารับการอุปสมบทเป็นภิกษุจำนวนมากขึ้น พระภิกษุเหล่านั้นได้จาริกไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาในที่ต่าง ๆ กันทุกฤดูกาล ครั้นถึงฤดูฝนอันเป็นฤดูกาลทำนา ข้าวกล้าเจริญงอกงาม ก็ปรากฏว่าพระภิกษุได้เหยียบข้าวกล้าเสียหายไปจำนวนหนึ่ง

ชาวบ้านจึงได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า ประกอบทั้งในช่วงฤดูฝนนั้นพระสงฆ์ป่วยไข้ เพราะต้องฝนและความหนาวเย็น ดังนั้นเพื่อประโยชน์ของชาวบ้านในการป้องกันมิให้ข้าวกล้าเสียหาย และเพื่อประโยชน์ของพระสงฆ์ที่จะไม่ต้องป่วยไข้ในฤดูฝน จึงทรงบัญญัติพระวินัยให้ภิกษุต้องจำพรรษาประจำที่ในช่วงฤดูฝน

ความสำคัญของวันเข้าพรรษาก็มีเพียงเท่านี้ แต่เมื่อได้กำหนดให้วันเข้าพรรษาเป็นวันหยุดราชการเสียแล้วก็ไม่มีรัฐบาลใดมีความกล้าหาญพอที่จะไปยกเลิกวันหยุดนั้น จึงเป็นผลให้วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 และวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันหยุดราชการติดต่อกัน 2 วัน

แต่เอาเถิด การกำหนดให้วันเข้าพรรษาเป็นวันหยุดราชการเพื่อให้ประชาชนได้ทำบุญและประกอบศาสนกิจ รวมทั้งถือเอาเป็นวันเริ่มต้นแห่งการลด ละ เลิกอุบายมุขต่าง ๆ ก็ยังถือได้ว่าดีกว่าวันหยุดอื่นอีกหลายวัน ซึ่งไม่เป็นแก่นสาร ไม่เป็นสาระควรแก่การหยุดงานหรือหยุดราชการ ทำให้เกิดความเสียเปล่าขึ้นในการบริหารราชการแผ่นดินและในการดำเนินธุรกิจ

วันอาสาฬหบูชาในปีนี้ มีลักษณะพิเศษต่างกับปีอื่นตรงที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นในวงการพระพุทธศาสนา โดยฝ่ายบ้านเมืองไม่สนใจไยดี ปล่อยปละละเลยให้ความขัดแย้งนั้นขยายตัวบานปลายลุกลาม ทำให้เดียรถีย์ อลัชชี และคนนอกรีตก่อการกำเริบเสิบสาน บ่อนทำลายพระพุทธศาสนา สร้างความหดหู่และความไม่สบายใจให้เกิดขึ้นแก่พุทธบริษัททั้งหลาย

แต่ก็เป็นโอกาสอันดีที่พุทธศาสนิกชนจะได้ตรวจสอบสังฆมณฑล ตรวจสอบพระสงฆ์ว่ายังดำรงมั่นอยู่ในพระธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าหรือไม่ ยังคงเป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐอยู่หรือไม่เพียงไหน และเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ศึกษาค้นคว้าพระธรรมวินัยเพื่อจะได้รู้ ได้เข้าใจว่าสิ่งใดเป็นพระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนา สิ่งใดเป็นเรื่องที่พวกเดียรถีย์ อลัชชี และพวกนอกรีตแปลกปลอมบิดเบือนขึ้น

นี่นับเป็นด้านที่เป็นคุณที่ดำรงอยู่พร้อมกับด้านที่เป็นความเสื่อมและเน่าเฟะ อันพุทธบริษัททั้งปวงพึงมองให้เห็นด้านแห่งความเสื่อมนั้นด้วย มิฉะนั้นก็จะมีแต่ความหดหู่ ซึมเศร้า และวิตกกังวล การมองให้เห็นทั้งสองด้านตามความเป็นจริงจะทำให้เกิดการปิติ ความสุข และความเพียรในการแสวงหาแก่นแท้แห่งพระพุทธธรรมอันจักเป็นประโยชน์แก่ตนเอง และต่อพระพุทธศาสนาเป็นส่วนรวมด้วย

หลังจากพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ที่ใต้ต้นโพธิ์ริมฝั่งน้ำเนรัญชลา เมืองอุรุเวลาเสนานิคม ในเช้าตรู่ของวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 แล้วทรงเสวยอภิเนษกรมณ์ใต้ร่มไม้ 7 ชนิด เป็นเวลาถึง 49 วัน ในช่วง 49 วันนี้แม้ว่าคัมภีร์ต่าง ๆ จะระบุว่าเป็นเพียงเสวยสุขอันเกิดแต่ปิติแห่งความตรัสรู้ แต่ก็เป็นไปได้ว่าทรงอาศัยช่วงเวลา 49 วันนี้พิจารณาถึงปัญหาสำคัญ 2 เรื่อง คือ จะทรงประกาศสิ่งที่ทรงตรัสรู้หรือว่าจะเก็บไว้แต่พระองค์เดียว และถ้าหากจะประกาศสิ่งที่ทรงตรัสรู้แล้วจะมีระบบการประกาศพระศาสนาอย่างไร และจะเริ่มที่ใครก่อน

การคาดดังกล่าวคงจะไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนมากนักเพราะหลังจากครบ 49 วันแล้วทรงตัดสินพระทัยที่จะประกาศสิ่งที่ทรงตรัสรู้เพื่อประโยชน์และความสุขแก่สัตว์ทั้งปวง ทั้งทรงกำหนดระบบการประกาศพระศาสนาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะเริ่มต้นที่บุคคลสำคัญและอยู่ในวิสัยที่จะรู้และเข้าใจสิ่งที่ทรงตรัสรู้ก่อน ทั้งต้องเริ่มการประกาศพระพุทธศาสนาที่เมืองใหญ่ก่อน

ซึ่งนับว่าเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงพระปัญญาแห่งการตรัสรู้ได้ในเบื้องต้นว่าเป็นการตัดสินพระทัยที่ถูกต้อง และเป็นผลต่อมาให้การประกาศพระพุทธศาสนาดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วและราบรื่น

ด้วยเหตุนี้จึงทรงระลึกถึงอาจารย์เก่า 2 คน คืออาฬารดาบสและอุทกดาบส ซึ่งเป็นนักบวชที่อยู่ในวิสัยที่จะรู้ธรรมที่ทรงตรัสรู้ได้ แต่ทรงทราบว่าทั้งสองคนนี้เสียชีวิตไปก่อนแล้ว จึงทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ซึ่งเป็นนักบวช อีกกลุ่มหนึ่งที่ติดตามรับใช้และศึกษากับพระพุทธองค์มาระยะหนึ่งก่อนการตรัสรู้และทรงทราบว่าขณะนั้นพวกปัญจวัคคีย์อยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันในเขตเมืองพาราณสี

ความน่าคิดอยู่ตรงที่ทรงรู้ได้อย่างไรว่าดาบสทั้งสองคนเสียชีวิตไปก่อนแล้วอย่างหนึ่ง และปัญจวัคคีย์อยู่ในเขตเมืองพาราณสีอีกอย่างหนึ่ง ความข้อนี้ไม่มีปรากฏชัดแจ้งจึงมีผู้กล่าวเป็น 2 นัย ว่าทรงทราบได้ด้วยการสอบถามชาวบ้านซึ่งไม่น่าเป็นไปได้เพราะหลังจากตรัสรู้แล้วทรงพบกับผู้คนจำนวนน้อยมาก ในพระไตรปิฎกปรากฏว่าพบเพียงพราหมณ์ตัดฟืนซึ่งมีลักษณะเป็นเพียงพบผ่านเท่านั้น ส่วนอีกนัยหนึ่งเห็นว่าทรงทราบด้วยญาณทัศนะ ใครจะเชื่ออย่างไหนจึงเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล แต่กระนั้นปัญหานี้ก็หาได้มีความสำคัญเทียบเท่ากับพระธรรมวินัยอันเป็นเนื้อตัวของพระพุทธศาสนาไม่ หาควรที่ชาวพุทธจะได้ติดยึดหรือหลงแวะติดอยู่กับสิ่งเหล่านี้

เมื่อทรงทราบว่าปัญจวัคคีย์อยู่ในเขตเมืองพาราณสี จึงเสด็จพุทธดำเนินออกจากเมืองอุรุเวลาเสนานิคมไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี และทรงแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งตามพระสูตรระบุว่าทรงเสด็จถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวันก่อนวันแสดงปฐมเทศนา 1 วัน ดังนั้นวันที่ทรงเสด็จถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวันจึงต้องเป็นวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 8 นับเป็นระยะพุทธดำเนินจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่งเป็นเวลา 10 วัน ระยะทางระดับนี้ถ้าเป็นปัจจุบันก็ต้องนั่งรถยนต์กว่า 2 วัน จุดนี้จึงเป็นข้อคิดอีกประการหนึ่งว่าจะเสด็จพระดำเนินโดยทางใด ซึ่งยุคนั้นอย่างมากก็มีเพียงเกวียนหรือม้า ซึ่งไม่ปรากฏว่าทรงอาศัยเกวียนหรือม้า จึงคงเหลือแต่การเสด็จพระดำเนินโดยพระบาทเท่านั้น และระยะทางไกลขนาดนั้นจะเป็นไปได้อย่างไร

ข้อนี้ใครสงสัยก็คงต้องไปดูจากอานิสงส์ของการเจริญกายคตาสติ อันมีอานิสงส์ 10 ประการ ซึ่งในประกาศที่ห้าระบุว่า “ภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันภิกษุเสพแล้วโดยมากเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นญาณแล้ว ทำให้เป็นพื้นที่ตั้งแล้ว ให้ดำรงอยู่เนือง ๆ แล้ว อบรมแล้ว ปรารภสม่ำเสมอดีแล้ว พึงหวังอานิสงส์ ... คือย่อมแสดงฤทธิ์ได้เป็นเอนกประการคือคนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ปรากฏตัวหรือหายตัวไปนอกฝาหรือนอกกำแพง นอกภูเขาได้ไม่ติดขัด เหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ทำการผุดขึ้น และดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศโดยบัลลังก์เหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์ พระอาทิตย์ ซึ่งมีฤทธิ์อานุภาพมากฉะนี้ด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปจนถึงพรหมโลกก็ได้”

แสดงมาทั้งนี้มิได้มุ่งหวังให้พุทธศาสนิกชนฝักใฝ่ติดยึดในฤทธิ์ดังกล่าว เป็นแต่เพียงแสดงเพื่อให้เห็นถึงอานิสงส์ 1 ใน 10 ประการ ในการบำเพ็ญทางจิตตามกาย คตาสติในกายคตาสติสูตร แต่พึงระลึกว่าฤทธิ์และอิทธิปาฏิหาริย์ต่าง ๆ นั้นเป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ไม่ทรงสรรเสริญ ภิกษุใดฝ่าฝืน หากเป็นผู้ทรงฤทธิ์และอิทธิปาฏิหาริย์จริงก็จะต้องอาบัติตามพระวินัย แต่หากไม่เป็นผู้ทรงฤทธิ์และอิทธิปาฏิหาริย์จริง ก็เป็นการอวดอุตริมนุษยธรรม เป็นอาบัติปาราชิกขาดจากความเป็นภิกษุโดยอัตโนมัติ

ในวันที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวันนั้น ปัญจวัคคีย์เห็นเสด็จพระดำเนินมาแต่ไกลก็ตกลงกันเป็นการภายในว่าพระสมณโคดมได้ละความเพียรแล้ว เป็นผู้มักมากในการดื่มกินแล้ว ดังนั้นพวกเราจึงไม่ควรต้อนรับและปฏิบัติเหมือนก่อน แต่โดยมารยาทจะต้องอาสนะไว้ให้ เผื่อมีพระประสงค์จะอยากนั่งก็จะได้นั่ง ไม่มีพระประสงค์จะอยากนั่งก็ไม่ต้องนั่ง จะตั้งน้ำไว้ให้ ทั้งน้ำล้างเท้าและน้ำดื่ม เผื่อมีพระประสงค์จะอยากใช้ก็จะได้ใช้ ไม่มีพระประสงค์จะอยากใช้ก็ไม่ต้องใช้

ครั้นเสด็จพุทธดำเนินถึง เหล่าปัญจวัคคีย์ก็พากันนิ่งเงียบ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว จึงเสด็จมาเพื่อบอกสิ่งที่ทรงค้นพบ แต่ปัญจวัคคีย์ก็ยังคงนิ่งอยู่ ทรงตรัสเช่นเดิมถึง 3 ครั้ง ปัญจวัคคีย์จึงได้พูดว่าในกาลก่อนที่ยังบำเพ็ญทุกรกิริยาก็ยังไม่สามารถบรรลุธรรม เมื่อเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยาแล้วจะบรรลุธรรมได้อย่างไร

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสยืนยันถึง 3 ครั้ง ปัญจวัคคีย์ก็ยังคงถามอยู่เช่นเดิม พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงต้องตรัสว่าขอให้ทบทวนดูความแต่หนหลังว่า เคยตรัสว่าได้ตรัสรู้มาแล้วบ้างหรือไม่

ปัญจวัคคีย์อึ้งต่อคำตรัสนี้และเมื่อทบทวนความแต่หนหลังแล้วก็พบว่าไม่เคยตรัสเช่นนั้นเลย จึงเริ่มเปลี่ยนความคิด ลุกขึ้นต้อนรับ เชิญนั่งที่อาสนะ และปรนนิบัติด้วยน้ำที่ได้เตรียมไว้

จากนั้นจึงเป็นการโอภาปราศรัยเพื่อให้ได้ระลึกถึงกันในวันที่เสด็จถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน

มีคำถามต่อมาว่าเหตุใดจึงทรงไม่แสดงปฐมเทศนาในวันที่เสด็จไปถึง และต้องรอจนถึงอีกวันหนึ่ง แม้พระสูตรไม่ได้กล่าวถึงความตอนนี้ แต่ก็พอสันนิษฐานได้ว่าเนื่องจากทรงเห็นว่าควรทอดเวลาให้ปัญจวัคคีย์มีความพร้อมที่จะฟังธรรมอย่างเต็มที่เสียก่อน จะทำให้การแสดงธรรมนั้นสัมฤทธิผลอย่างแท้จริง ทั้งการทอดเวลาไปอีกเพียงวันเดียวก็จะทำให้ความห่างเหินกลับคืนเป็นปกติเหมือนดังเดิม

วันรุ่งขึ้นอันเป็นวันเพ็ญ 15 ค่ำ เดือน 8 จึงทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตร ถือเป็นการแสดงธรรมประกาศพระศาสนาเป็นครั้งแรก

ธัมมจักกัปปวัตนสูตรหมายถึงจักรแห่งธรรม ที่แผ่ไปถึงที่ใดแล้วย่อมครอบงำที่นั้นไว้ให้อยู่ในอำนาจแห่งธรรม และไมมีอำนาจอื่นใดที่จะสามารถหมุนจักรแห่งธรรมนั้นให้ย้อนกลับไปได้ ไม่ว่าจะเป็นอมนุษย์ มนุษย์ เทวดา หรือพรหมใด ๆ ทำนองเดียวกับจักรของพระจักรพรรดิ ที่แผ่ไปถึงที่ใดแล้วที่แห่งนั้นย่อมตกอยู่ในพระราชอำนาจทั้งสิ้น เหตุนี้พระธรรมอันทรงแสดงเป็นปฐมเทศนาจึงได้ชื่อว่าธัมมจักกัปปวัตนสูตร

เนื้อหาของการแสดงปฐมเทศนาอยู่ตรงที่ทางอันเป็นที่สุด 2 ทาง ที่ผู้ประสงค์ความหลุดพ้นไม่พึงเข้าใกล้คือ การทรมานตนทุกระดับจนถึงที่สุดทางหนึ่ง และการปรนเปรอตนด้วยความพึงพอใจแห่งกามทุกระดับจนถึงที่สุดอีกทางหนึ่ง ทางแห่งความหลุดพ้นที่แท้จริงคือความรู้แจ้งถึงอริยสัจ 4 ว่าอะไรคือทุกข์ อะไรคือเหตุแห่งทุกข์ อะไรคือความดับทุกข์ และทางที่ไปสู่ความดับทุกข์เป็นอย่างไร ทรงชี้ว่าหนทางแห่งความดับทุกข์คือมัชฌิมาปฏิปทาหรือที่เรียกว่าทางสายกลาง

แต่ทางสายกลางที่ทรงแสดงนั้นไม่ได้หมายความถึงทางสายกลางตามหลักคณิตศาสตร์ ที่เอาตัวเลข 2 จำนวนหรือกว่านั้นมารวมกันแล้วเอา 2 หาร หรือ 3 หาร แล้วแต่กรณี ไม่ได้หมายความถึงการประนีประนอมทั้งที่มีหลักการและทั้งที่ไร้หลักการด้วยการผ่อนปรนไม่เอาทั้ง 2 อย่าง แต่เลือกเอาอย่างที่ 3 ที่พอยอมรับกันได้ และไม่ได้หมายถึงการนิ่งเฉยไม่ทำอะไรเลย เพราะเหล่านี้นั้นเป็นทางสายกลางในความหมายอื่นไม่ใช่ทางสายกลางในความหมายแห่งอริยมรรค หรือมัชฌิมาปฏิปทา

การเดินทางสายกลางเป็นการเดินหลังจากความรู้แจ้งในเรื่องทุกข์ และความดับทุกข์ เมื่อรู้แจ้งดั่งนี้แล้วจึงดำเนินไปตามหนทางที่จะนำไปสู่ความดับทุกข์คืออริยมรรคอันมีองค์ 8

ควรจะตั้งข้อสังเกตว่าหนทางสู่ความดับทุกข์ที่เรียกว่าอริยมรรคนั้น เป็นธรรมซึ่งทรงแสดงกับปัญจวัคคีย์เป็นครั้งแรก มีความลึกซึ้งกว่าธรรมที่สั่งสอนแก่คนบางพวก เช่นที่เริ่มด้วยอนุบุพพิกถา ซึ่งเริ่มด้วยทาน ซึ่งเป็นข้อธรรมที่เหมาะสมสำหรับชาวบ้านที่ยังไม่มีความรู้ในข้อธรรมอันลึกซึ้ง ผิดกับปัญจวัคคีย์ซึ่งได้แสวงหาความหลุดพ้นมานานแล้ว และได้ปฏิบัติทางจิตมาเป็นเวลานานแล้ว เป็นบัวปริ่มน้ำที่กำลังจะบานในยามอรุณ

ดังนั้นการทำความเข้าใจในอริยมรรคจึงต้องทำความเข้าใจในแง่ที่เป็นธรรมะระดับสูงเพื่อการดับทุกข์ แต่การจะปรับหัวข้อธรรมนี้มาอธิบายในระดับชาวบ้าน แม้จะเป็นสิ่งกระทำได้ก็โดยอนุโลมเท่านั้น คำอธิบายใด ๆ เกี่ยวกับอริยมรรคที่เป็นแบบชาวบ้านจึงพึงถือว่าเป็นการอธิบายโดยอนุโลมหรือเลียนแบบสำหรับชาวบ้านได้ปฏิบัติ แต่มิใช่อริยมรรคตัวจริงที่เป็นไปเพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์สิ้นเชิงที่ทรงแสดงในปฐมเทศนา

อริยมรรคอันมีองค์ 8 นั้น ทั้ง 8 องค์จะประกอบด้วยคำว่าสัมมาทั้งสิ้น คำว่าสัมมาในที่นี้หากจะแปลว่าชอบหรือถูกต้องก็เป็นเพียงความถูกต้องในระดับต่ำ ๆ เท่านั้น หาใช่ความหมายที่แท้จริงแห่งอริยมรรคไม่ เพราะคำว่าสัมมาในที่นี้มีความหมายอย่างเดียวกันกับคำว่าสัมมาในสัมมาสัมพุทธเจ้า คือหมายความว่าไกลหรือพ้นจากกิเลส คือความโลภ โกรธ หลงทั้งปวง ดังนั้นในอริยมรรคทั้ง 8 องค์ แต่ละองค์จึงต้องเริ่มด้วยความไกลหรือพ้นจากกิเลสเสียก่อน

เริ่มต้นด้วยสัมมาทิฐิเป็นองค์แรก และสัมมาสมาธิเป็นองค์สุดท้าย

หลักการสำคัญของพระพุทธศาสนาไม่ได้เริ่มต้นด้วยความเชื่อเหมือนกับศาสนาอื่น แต่เริ่มต้นด้วยความเห็นที่ไกลหรือพ้นจากกิเลส ความเห็นนั้นจึงถูกต้องเที่ยงแท้ตามความเป็นจริงของสรรพสิ่ง

แม้องค์ที่เรียกว่าสัมมาวาจาก็หาได้หมายความถึงการไม่กล่าวคำเท็จโดยกล่าวความจริง การไม่กล่าวส่อเสียด โดยกล่าวโดยเมตตาในระดับนี้เท่านั้น แต่หมายถึงการพูดบนพื้นฐานของความไกลหรือพ้นจากกิเลสแล้ว แม้องค์ที่เรียกว่าสัมมาอาชีวะก็หาได้หมายความถึงการประกอบอาชีพสุจริตเท่านั้นไม่ เพราะนั่นเป็นเพียงระดับชาวบ้านแต่หมายถึงการดำรงอยู่ในอาชีพซึ่งไกลหรือพ้นจากกิเลสคือบรรพชิต เมื่อเป็นดั่งนี้ก็ย่อมเข้าใจความหมายโดยแท้ของคำว่าสัมมาและจะเข้าใจถึงความหมายขององค์ 8 แห่งอริยมรรคได้โดยตรงแท้กับพุทธประสงค์

องค์สุดท้ายของอริยมรรคคือสัมมาสมาธินั้น เป็นสมาธิที่ทำให้ไกลและพ้นจากกิเลส มีความหมายรวมถึงสิกขาทั้ง 3 คือปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ที่มีความหลุดพ้นจากทุกข์เป็นที่สุด และหมายความรวมถึงสิกขาทั้ง 3 อีกนัยหนึ่งคือ ศีล สมาธิ ปัญญาที่มีความหลุดพ้นจากทุกข์เป็นที่สุดเช่นเดียวกัน ทั้งยังหมายถึงสมาธิอันเป็นองค์ตรัสรู้ในโพชฌงค์ 7 ด้วย คือเมื่อจิตตั้งมั่นเจริญอยู่ในสัมโพชฌงค์ทั้ง 7 แล้ว เป็นอันได้เจริญสมาธิสัมโพชฌงค์อยู่ด้วย สมาธิสัมโพชฌงค์อันเจริญแล้วย่อมเจริญอุเบขาสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อความปลดปล่อยจิตให้พ้นจากทุกข์ จึงได้ชื่อว่าบำเพ็ญวิชชาและวิมุติให้บริบูรณ์

ปัญจวัคคีย์เป็นผู้ผ่านการปฏิบัติสมาธิภาวนาโดยวิธีทุกรกิริยามาก่อน จึงเห็นและเข้าใจได้โดยง่ายถึงความผิดพลาดในหนทางอันสุดโต่งข้ามทรมานตน และเห็นได้ถึงความผิดพลาดในด้านตรงกันข้ามที่ปรนเปรอด้วยกาม จิตของปัญจวัคคีย์จึงน้อมไปสู่ความเข้าใจในหนทางสายกลาง ดังนั้นเมื่อสิ้นสุดการแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตรแล้ว พี่ใหญ่ของปัญจวัคคีย์คือท่านอัญญาโกณฑัญญะจึงได้ดวงตาเห็นธรรม

ดวงตาเห็นธรรมก็คือดวงตาที่เห็นธรรมเป็นเบื้องต้นว่าสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาแล้วสิ่งนั้นย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดาด้วย

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหยั่งทราบถึงวาระจิตของท่านอัญญาโกณฑัญญะว่ามีดวงตาเห็นธรรมแล้ว การแสดงธรรมสัมฤทธิผลในเบื้องต้นแล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานว่า “อัญญาสิ วัตตะโพ โกณฑัญโญ ๆๆๆ” ซึ่งแปลว่าท่านโกณฑัญญะมีความสว่างขึ้นในดวงตาอันเป็นภายในแล้ว

ปัญจวัคคีย์จึงขออุปสมบทในวันนั้น และมีพุทธานุญาตให้อุปสมบทด้วยพระองค์เอง ด้วยวิธีการเปล่งพุทธวาจาว่า “เธอจงเป็นภิกษุเถิด” นับเป็นวิธีอุปสมบทในพระพุทธศาสนาแบบแรก และสิ้นสุดลงหลังยุคพุทธกาล

ในโอกาสวันอาสาฬหบูชาในปีนี้ ชาวพุทธทั้งหลายจึงพึงเข้าใจความหมายแห่งวันอาสาฬหบูชาและระลึกถึงธัมมจักรกัปปวัตนสูตรอันทรงแสดงเป็นปฐมเทศนาโดยนัยที่ว่านี้.

 

 
ชัยชนะแห่งการตรัสรู้ครบ 2,600 ปี



วันที่ 4 มิถุนายน 2555 เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ถือกันว่าเป็นวันวิสาขบูชา ซึ่งความจริงจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 แต่ปีนี้เลื่อนมาเป็นเดือน 7 ก็เพราะเป็นปีที่มีเดือน 8 สองหน หรือที่เรียกกันว่าเป็นปีอธิกมาส


เป็นวันที่พระจันทร์เพ็ญในกลุ่มดาววิสาขะและเป็นวันที่ครบ 2,600 ปีนับแต่พระบรมศาสดาได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเมื่อ 45 ปีก่อนพุทธศักราชที่หนึ่ง 

คณะสงฆ์และพุทธบริษัททั่วโลกจึงได้จัดงานฉลองการตรัสรู้ครบ 2,600 ปี โดยตั้งชื่อว่างานว่าพุทธชยันตี ซึ่งแปลความหมายได้ตรง ๆ ว่าเป็นการฉลองชัยชนะของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีการจัดงานเฉลิมฉลองและชุมนุมพุทธบริษัทครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไป 

แล้วก็มีผู้คนสงสัยว่าการฉลองชัยชนะของพระพุทธเจ้าดังกล่าวนี้เป็นชัยชนะอะไร? ชนะใคร? และที่มีการลงโฆษณาในสื่อมวลชนว่าทรงชนะด้วยรอบ 3 อาการ 12 นั้นเป็นอย่างไร?

จึงจำเป็นต้องอธิบายเรื่องนี้เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา โดยถือว่าเป็นการร่วมการฉลองชัยชนะแห่งการตรัสรู้ครั้งนี้ด้วย

เรื่องแรก เป็นเรื่องที่ชาวพุทธและผู้สนใจควรจะได้ทำความเข้าใจว่าพระพุทธองค์ทรงชนะอะไร และชนะใคร เพราะถ้าหากเข้าใจและน้อมนำมาประพฤติปฏิบัติเพื่อให้ได้ชัยชนะตามพระองค์ท่าน ก็จะได้ไม่เสียชาติเกิด และถือว่าได้ลิ้มชิมรสพระธรรมสมกับที่เกิดมาเป็นเวไนยสัตว์

ชัยชนะของพระพุทธเจ้านั้นคือชัยชนะต่อตัวเอง ไม่เป็นทาสความปรารถนาและอำนาจชักพาของตัวเองไปในทางที่ผิด และสิ่งที่พระองค์ชนะนั้นก็คือชัยชนะเหนือกิเลส ทำให้พระองค์หลุดพ้นจากโลก เข้าสู่แดนโลกุตระ ถึงซึ่งความดับทุกข์สิ้นเชิง ถึงซึ่งพระนิพพาน เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ 

พระองค์ทรงประกาศว่า ชีวิตที่เกิดมานี้ถูกระแสโลกครอบงำห่อหุ้มอยู่ ดุจดั่งอยู่ในฟองกระเปาะไข่ พระองค์ทรงเป็นลูกไก่ตัวแรกที่สามารถเจาะกระเปาะฟองไข่คือเครื่องห่อหุ้มของโลกนี้ออกไปสู่ความอิสระเสรีสูงสุด คือพ้นจากวิสัยโลก พ้นจากอำนาจของกิเลส พ้นจากสังสารวัฏ ดับทุกข์สิ้นเชิง โลก ภพ ชาติ เป็นอันสิ้นสุด ไม่ฟื้นคืนกลับมาใหม่อีก ดุจดั่งตาลยอดด้วนฉะนั้น 

ชาวเราทั้งหลายที่เกิดมาแล้วอยู่ในร่มเงาแห่งพระศาสนานี้ ก็เหมือนกับลูกไก่ที่อยู่ในกระเปาะฟองไข่ หากไม่สามารถเจาะกระเปาะฟองไข่ออกไปได้ ก็จะตายไปภายใต้การครอบงำของโลกนี้ไม่มีที่สิ้นสุด 

เหตุนี้เมื่อจะฉลองชัยชนะ 2,600 ปี ก็เป็นทีที่จะได้น้อมรำลึกเพื่อฝึกฝนอบรมกายใจตนให้หลุดพ้นไปจากกระเปาะฟองไข่ ถึงซึ่งความอิสระเสรีในแดนวิมุตตะมิติอันเป็นที่สุด 

เรื่องที่สอง ความตรัสรู้ด้วยรอบ 3 อาการ 12 นั้นคืออะไร และเป็นอย่างไร 

ก็คือการตรัสรู้อริยสัจสี่ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ซึ่งชาวพุทธส่วนใหญ่รู้จักดีและท่องจำได้ แต่จะมีใครสักกี่คนเล่าที่เข้าถึงอริยสัจสี่นี้ 

สิ่งที่เรียกว่าทรงตรัสรู้อริยสัจสี่ด้วยรอบ 3 อาการ 12 นั้น หมายถึงการตรัสรู้อริยสัจสี่ ที่มีลักษณะเป็นรอบ 3 รอบ คือ

รอบแรก ทรงตรัสรู้อริยสัจสี่ด้วยรอบแห่งปริยัติ หรือรอบแห่งความรู้ในเชิงปริยัติว่าทุกข์เป็นอย่างไร เหตุแห่งทุกข์เป็นอย่างไร ความดับทุกข์เป็นอย่างไร และหนทางแห่งการดับทุกข์เป็นอย่างไร ในรอบปริยัติอันเป็นรอบที่หนึ่งนี้จึงมีอาการ 4 อย่างของอริยสัจสี่ 

รอบที่สอง ทรงตรัสรู้อริยสัจสี่ด้วยรอบแห่งการปฏิบัติ คือการปฏิบัติเพื่อรู้แจ้งว่าทุกข์นั้นเป็นเรื่องที่ต้องกำหนดรู้ เหตุแห่งทุกข์นั้นเป็นเรื่องที่ต้องละหรือดับให้ถึงที่สุด ความดับทุกข์นั้นจะต้องทำให้แจ้ง คือดับทุกข์ให้สิ้นเชิง และมรรคนั้นต้องทำให้เจริญ คือถึงพร้อมเต็มเปี่ยมที่จะดับทุกข์ให้สิ้นเชิงได้ ในรอบปฏิบัติอันเป็นรอบที่สองนี้จึงมีอาการ 4 อย่างของอริยสัจสี่ 

รอบที่สาม ทรงตรัสรู้อริยสัจสี่ด้วยรอบแห่งปฏิเวธ คือรอบของการรับผลแห่งการปฏิบัติหรือผลสำเร็จแห่งการปฏิบัติว่าทุกข์นั้นทรงกำหนดรู้แล้ว เหตุแห่งทุกข์นั้นทรงละหรือดับสนิทสิ้นเชิงแล้ว ความดับทุกข์นั้นทรงแจ้งหรือทรงดับสนิทไม่กลับเกิดใหม่ได้อีกแล้ว และมรรคนั้นทรงเจริญถึงที่สุดแล้ว ในรอบปฏิเวธอันเป็นรอบที่สามนี้จึงมีอาการ 4 อย่างของอริยสัจสี่ 

ดังนั้นการตรัสรู้ด้วยรอบ 3 และอาการ 12 จึงเป็นการตรัสรู้และถึงพร้อมด้วยปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ในอริยสัจสี่ ที่บริสุทธิ์ บริบูรณ์ หมดจด 

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสในธัมมจักกัปปวัตนสูตรที่ทรงแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ ตราบใดที่พระองค์ยังไม่ตรัสรู้อริยสัจสี่ด้วยรอบ 3 ด้วยอาการ 12 อย่างนี้แล้ว พระองค์จะไม่ปฏิญาณพระองค์เองว่าเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมในพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ 

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยืนยันว่าบัดนี้พระองค์ได้ตรัสรู้อริยสัจสี่ด้วยรอบ 3 และอาการ 12 บริสุทธิ์บริบูรณ์แล้วอย่างนี้ จึงทรงประกาศพระองค์ว่าเป็นผู้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว 

ดังนั้นในโอกาสฉลองชัยชนะแห่งการตรัสรู้ครบ 2,600 ปี หรือที่เรียกว่าพุทธ  ชยันตีนี้ ผองเราจึงพึงน้อมนำรำลึกถึงอริยสัจสี่ และปฏิบัติให้ถึงพร้อมด้วยปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้นั้นเถิด.

 

 
«StartPrev51525354555657NextEnd»

Page 56 of 57